สิวเกิดจากอะไรและทำไมสิวจึงอักเสบ
สิวเกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ การที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนในร่างกายกระตุ้นต่อมไขมันให้สร้างไขมันเพิ่มมากขึ้น และเมื่อไขมันนั้นถูกแบคทีเรียย่อยจะเกิดเป็นกรดไขมันอิสระเมื่อรวมตัวกับซากเซลล์ต่าง ๆ ที่ตายแล้ว ทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนกลายเป็นหัวสิว (comedones) นอกจากนี้ การเกิดสิวยังอาจเกิดเนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม การใช้เครื่องสำอาง ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ส่วนการอักเสบของสิวอาจเป็นผลจากกรดไขมันอิสระเอง หรือจากการที่เชื้อแบคทีเรียหลั่งสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้น
ทำไมช่วงใกล้มีประจำเดือนจึงมักมีสิวเกิดขึ้น
มีรายงานพบว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ของผู้หญิงที่เป็นสิวจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากในช่วงนั้นร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมามาก ทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย เกิดรูขุมขนบวมมากขึ้น การซึมผ่านของไขมันเป็นไปได้ไม่ดี จึงเกิดการอุดตันและเป็นสิวได้
มียาอะไรรักษาสิวได้บ้าง และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว ๆ หรือไม่
การรักษาสิวต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อยเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจนานเป็นเดือน ยาที่ใช้รักษาสิว ได้แก่
1. ยาทาเฉพาะที่ การใช้ยาทาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียวใช้ในกรณีที่เป็นสิวไม่รุนรุงได้แก่
1.1 ยาปฏิชีวนะ ซึ่งออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของสิว ใช้ได้ผลกับสิวชนิดที่มีตุ่มอักเสบหรือตุ่มหนองที่เป็นไม่มากนัก เช่น ยาคลินดาไมซิน
1.2 ยาเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดปริมาณกรดไขมันอิสระ ช่วยลดขนาด จำนวนของหัวสิว และรอยสิวที่อักเสบลงได้ แต่ยาอาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง แห้ง ลอก และเกิดผื่นแพ้ได้ ผลิตภัณฑ์ของยานี้มีหลายความเข้มข้นคือ 2.5%. 5%, และ 10% ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ที่มียาในความเข้มข้นต่ำก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคือง
1.3 ยาเรติโนอิค แอซิด ใช้ได้ผลดีกับสิวที่มีหัวสิวมากแต่ไม่ค่อยอักเสบ ออกฤทธิ์โดยทำให้เคราตินที่ปากรูขุมขนหลวม ทำให้หัวสิวหลุดออกง่ายขึ้น ผู้ใช้ยาอาจทนต่อแสงแดดไม่ค่อยได้ระหว่างที่ใช้ยา จึงนิยมให้ใช้ทาก่อนนอน ควรเริ่มใช้ยาที่ความเข้มข้นต่ำก่อนและทายาบาง ๆ เนื่องจากยาอาจทำให้เกิดระคายเคืองผิวหนังได้
2. ยารับประทาน ใช้ในกรณีที่ใช้ยาทาแล้วไม่ได้ผลหรือไม่สามารถทนต่อยาทาได้ ในกรณีเป็นสิวรุนแรงควรใช้ยารับประทานตั้งแต่เริ่มต้น และอาจใช้ร่วมกับยาทาเฉพาะที่ ยารับประทานที่ใช้รักษาสิว ได้แก่
2.1 ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลิน ซึ่งรักษาสิวได้ผลดี ราคาถูก ผลข้างเคียงที่พบได้แก่ อาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เนื่องจากทำให้ฟันเปลี่ยนสีในเด็ก นอกจากนี้ยังมียาปฏิชีวนะอื่น ๆ ได้แก่ อิริโทรไมซิน มิโนไซคลิน คลินดาไมซิน
2.2 ไอโซเทรตติโนอิน เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ ใช้รักษาสิวชนิดรุนแรงออกฤทธิ์โดยทำให้ต่อมไขมันมีขนาดเล็กลง ลดการหลั่งไขมัน และลดการอักเสบของสิวเมื่อใช้ยาติดต่อกันนาน 3 ถึง 6 เดือนจะทำให้ต่อมไขมันฝ่อตัวลง ยามีผลข้างเคียง ได้แก่ คอแห้ง ปากแห้ง แต่ที่สำคัญคือทำให้ทารกในครรภ์พิการ ดังนั้น หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ ต้องมีการคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนก่อน และหลังได้ยาและช่วงที่ใช้ยาอยู่ ด้วยเหตุที่ยานี้ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคผิวหนังเป็นผู้สั่งจ่ายยานี้เท่านั้น
2.3 ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยยาไซโปรเทอโรนอะซีเตต ยาจะออกฤทธิ์โดยลดขนาดและลดการหลั่งไขมันของต่อมไขมัน ผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเพิ่ม
การจะเลือกใช้ยารักษาสิวให้เหมาะสมนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้ความปลอดภัยจากการใช้ยามากที่สุด นอกจากการใช้ยาแล้ว อาจทำการรักษาโดยการกดสิว ซึ่งอาจใช้ในกรณีที่มีสิวที่เกิดจากรูขุมขนอุดตันจำนวนมากและไม่มีการอักเสบของสิว การกดสิวทำให้หัวสิวหลุดเร็วขึ้น แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและสะอาด เพื่อไม่ให้สิวที่อุดตันรูขุมขนนั้นหลุดลงไปในชั้นหนังแท้ ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบมากกว่าเดิม
อยากรู้จักเรื่องฝ้า
ฝ้าเป็นสภาพผิวหนังของใบหน้าที่มีปื้นเป็นสีคล้ำ เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง ซึ่งถูกกระตุ้นโดยแสงแดด จึงพบมากในประเทศเขตร้อน มักเกิดในเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ วัยที่เริ่มเป็นฝ้าได้แก่ วัยกลางคน ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน การแพ้เครื่องสำอางบางอย่าง
ฝ้าหายได้เองหรือไม่
ฝ้าที่เกิดขึ้นเอง จะหายเองได้ยาก แต่ถ้าพยายามหลีกเลี่ยงไม่ถูกแสงแดดก็จะทำให้รอยฝ้าจางลงได้บ้าง สำหรับฝ้าที่เกิดระหว่างตั้งครรภ์หรือในช่วงที่รับประทานยาคุมกำเนิด เมื่ออยู่ในระยะหลังคลอดหรือหยุดรับประทานยาคุมกำเนิดแล้ว ฝ้าจะมีโอกาสหายได้
จะป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้อย่างไร
การป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดฝ้า ได้แก่ หลีกเลี่ยงการทำงานหรือเดินกลางแสงแดด การทาครีมกันแดดเป็นประจำ การไม่ใช้ยาคุมกำเนิดแต่เลือกคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้ถุงยาอนามัย เป็นต้น
การรักษาฝ้าทำได้อย่างไร
ฝ้าเป็นปัญหาของความสวยความงาม ผู้ที่เป็นฝ้าจึงมักหายาแก้ฝ้ามาใช้เอง ซึ่งส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของตัวยาที่มีอันตรายรุนแรง เช่น ไฮโดรควิโนน สารปรอท สเตียรอยด์ เมื่อใช้ใหม่ ๆ ฝ้าจะจางได้เร็ว แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดผลข้างเคียง ได้แก่ สิว ผิวหนังฝ่อ นอกจากนี้อาจทำให้เกิดรอยฝ้าดำมากกว่าเดิม
การรักษาฝ้า ทำได้โดย
1. การทำให้ผิวขาว โดยใช้สารที่ทำให้ผิวขาว ได้แก่
1.1 ไฮโดรควิโนน เป็นยาในรูปครีม มีความเข้มข้น 2% ถึง 5% ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินโดยตรง การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียง ได้แก่ การแพ้ ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้ในเครื่องสำอาง แต่ใช้เป็นยาได้ในความดูแลของแพทย์
1.2 เทรตติโนอิน เป็นยาในรูปครีม ความเข้มข้น 0.05% ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน ทำให้ฝ้าจางลง แต่ใช้เวลาในการรักษานาน 6 เดือนขึ้นไป ยามีฤทธิ์ระคายเคืองสูง
1.3 สารปรอท สารนี้ถูกห้ามใช้แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากมีอันตราย เกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ผิวหน้าดำและบางลง
2. การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การลอกหน้าด้วยสารเคมี เพื่อเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำให้พาเอาเม็ดสีส่วนเกิดหลุดออกไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้า ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัย เมื่อใช้ยารักษาฝ้าที่เหมาะสมานาน 3 ถึง 6 เดือนแล้ว ไม่ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด ควรพิจารณาหยุดใช้ยา และควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเป็นมากขึ้นหรือกลับเป็นฝ้าซ้ำ
ครีมกันแดดสำคัญอย่างไร
เป็นที่ทราบกันดีว่า แสงแดดโดยเฉพาะในเวลาสาย ๆ กลางวันหรือบ่ายแก่ สามารถทำให้ผิวแดงไหม้ แห้งกร้าน เกิดฝ้า และมะเร็งผิวหนังได้ แสงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุด คือ รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (ultraviolet หรือ UV) ซึ่งรังสี UV ที่ส่องผ่านมายังโลกและเป็นอันตรายต่อผิวมนุย์ มี 2 ชนิด ได้แก่รังสี UV A และรังสี UV B ครีมกันแดดจึงเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันผิวหนังจากรังสีดังกล่าว
ครีมกันแดด SPF 15 มีความหมายว่าอย่างไร
SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นการแสดงระดับความสามารถของครีมกันแดดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแดงไหม้หลังจากตากแดด โดยจะแสดงเป็นตัวเลข เช่น หากบุคคลหนึ่งตากแดดเป็นเวลา 30 นาที แล้วผิวแดงไหม้แสบ แต่ถ้าใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 หมายความว่าบุคคลนั้น จะสามารถตากแดดได้นานขึ้นเป็น 15 เท่าของเวลาเดิมที่ทำให้ผิวแดงไหม้แสบ คือประมาณ 7.5 ชั่วโมง โดยผิวจะไม่มีอาการแดงไหม้ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ต่าง ๆ กันยังขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้ด้วย
เลือกใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า
ผิวคนไทยควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 15 จะเหมาะกับชีวิตประจำวันทั่วไปซึ่งถูกแดดไม่มาก แต่ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหนังอยู่แล้ว หรือผู้ที่ผิวถูกทำลายได้ง่ายอาจต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ถึง 25 หรือมากกว่านั้น การเลือกใช้ควรพิจารณาถึงกิจกรรมที่ทำด้วย เช่น กิจกรรมที่เสียเหงื่อ หรือว่ายน้ำ ควรเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดที่กันน้ำได้ การเที่ยวชายทะเลหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 15 และควรใช้อย่างสม่ำเสมอ ควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าผิวเริ่มแห้ง
ถ้าอยู่ในร่มหรือในวันที่มีเมฆหมอกมาก จำเป็นต้องทาครีมกันแดดหรือไม่
แม้อยู่ในร่ม ใต้ร่มไม้ หรือชายคาบ้านก็มีโอกาสได้รับรังสี UV ได้เหมือนเวลาที่อยู่กลางแดด เพราะพื้นคอนกรีต สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ จึงยังคงต้องทาครีมกันแดด หรือวันที่มีเมฆหมอกมากก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆหมอกไม่สามาถป้องกันรังสี UV ได้
มีวิธีทดสอบการแพ้เครื่องสำอางที่ใช้เป็นครั้งแรกหรือไม่
วิธีทดสอบการแพ้เครื่องสำอางที่ใช้เป็นครั้งแรก ทำได้โดย ทาผลิตภัณฑ์ในปริมาณน้อย ๆ ลงบนท้องแขน ทิ้งไว้ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ถ้าไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้
แหล่งอ้างอิง คู่มือ "เภสัชกรห่วงใยสุขภาพและการใช้ยาสตรี" โดย สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (แห่งประเทศไทย)
ข้อมูลเหล่านี้มักจะเป็นคำถามที่ลูกค้าของเราจะสอบถามกันมาบ่อยๆ จึงอยากให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อศึกษาเป็นความรู้ และมีใจความสำคัญเกี่ยวกับสารอันตรายที่ใช้รักษาสิวบางตัว เ่ช่น ไฮโดรควิโนน ปรอท กรดเรทิโนอิก กรดวิตามินเอ ซึ่งจะเกิดผลกระทบหากใช้ในปริมาณมาก หรือระยะเวลานาน สารดังกล่าว เป็นสารที่ครีมหมอจุฬาของแท้ ที่จำหน่ายโดย creamchula.info ได้ทำการตรวจหาและได้รับการรับรองตัวอย่างจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วว่า ไม่ีมีส่วนผสมของสาร ไฮโดรควิโนน ปรอท กรดเรทิโนอิก กรดวิตามินเอ เสตียรอยด์ ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย จึงทำให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่า สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีปัญหาใดๆ แม้จะหยุดหรือเลิกใช้ก็ตาม